KANATHAKORN RATTANAWENAWATEE

อี้ กัณฑ์ณฐกรณ์

หากคุณเหนื่อยล้า จงเดินเข้าป่า.. ไม่ใช่สิ.. ให้ลองทำความรู้จักกับเพื่อนคนนี้ จากน้ำหนักตัว 131 กิโลกรัม ลุกมาออกกำลังกาย จนกลายเป็นนักปั่นใจใหญ่ที่ไป Ironman มาแล้ว

ขออนุญาตเรียกว่า “เทพอี้” ปั่นจักรยานมานานแล้วยังครับ?

อี้: (หัวเราะ) เริ่มปั่นจริงจังมาประมาณ 4-5 ปี ถ้าไม่นับเมื่อก่อนที่ปั่นในสวนรถไฟ หรือปั่น City ride หาของกินกับเพื่อน

เริ่มมาออกกำลังกายได้ไง?
อี้: เหตุผลจริงๆคือ อยากลดน้ำหนัก คือเป็นเด็กอ้วนคะ เป็นมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งยิ่งทำงานก็ไม่ได้ออกกำลังกาย ตัวมันก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อี้ก็ไม่ได้คิดอะไร ก็ปล่อยให้มันใหญ่ไปเรื่อยๆ หนักสุดในชีวิต อยู่ที่ 131.1 Kg ซึ่งคือเยอะมาก เสื้อผ้านี่ตัดเอาอย่างเดียว เอวเท่าไหร่ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ และตอนนั้นก็ไม่มีใครทักนะว่าเราอ้วน ทุกคนจะบอกว่า เออ เป็นคนตัวใหญ่ (หลอกกันเข้าไป) 5555 จนมีพี่ที่สนิทคนนึงมาท้า บอกว่า เค้าอยากให้เราลดน้ำหนัก เค้าเลยมาท้าว่าถ้าลดน้ำหนักได้จะให้เงิน โอ้โห ทีนี้ ความหน้าเงินมาก่อนเรื่องกินอะ เลยเริ่มลดน้ำหนัก โดยเริ่มจาก ว่ายน้ำก่อน เพราะตอนนั้นคิดว่ามันน่าจะง่ายเนอะ เราเป็นนักกีฬาว่ายน้ำมา เมื่อก่อนเราว่ายวันละ 10,000 เมตร เด๋วแป๊ปเดียวผอมชัวร์ ปรากฎว่า ว่ายน้ำครั้งแรก ได้ประมาณ 25 เมตรจ้า คือเหนื่อย เหนื่อยมาก เหนื่อยจะตาย (ลืมคิดไปว่าน้ำหนักมันเยอะ) แต่ก็ทนๆว่าย พยายามว่ายต่อเนื่องให้ได้อย่างน้อย 1 ชั่วโมง สักพักก็มีคนมาชวนไปวิ่ง แหม่..วิ่งได้ 10 เมตรก็หายใจไม่ทันละ เลยเดินเอา เดินเร็วบ้าง ช้าบ้าง แล้วแต่หัวใจจะเอื้ออำนวย ตอนนั้นก็ทำ 3 อย่าง วนไปมา ว่ายบ้าง ปั่นสวนรถไฟบ้าง เดินบ้าง จบ Mission ลดน้ำหนักได้ 20 กว่าโล ได้เงินไปตามที่อยากได้ 55555

 

แล้วไตรกีฬาหละ?
อี้: จริงๆรู้จักไตรกีฬามาตั้งแต่ตอนประถมแล้ว เคยแข่งสมัยเด็กๆ แข่งแบบงูๆปลาๆ แต่ก็ลืมกีฬาชนิดนี้ไปนานอยู่ พอหลังจากลดน้ำหนักเนี่ยแหละ ก็มานึกมโนได้ว่า เออ ที่เราทำอยู่ทุกวันมันคือ ว่าย ปั่น วิ่ง มันคือไตรกีฬานี่หว่า ทำไมไม่ลองดู เลยไปหาข้อมูล เจอ Workshop ของทีม O2Max สำหรับนักไตรกีฬามือใหม่ เลยได้เรียนรู้เรื่องต่างๆ ทั้งเทคนิคในแต่ละชนิดกีฬา Transition (การเปลี่ยนชนิดกีฬา) อุปกรณ์ และ กฎกติกาที่ควรรู้ หลังจากนั้นก็ลงแข่งงานแรกเลย Amarin Outdoor Unlimited Triathlon 2015 ตอนนั้นไปแบบ ไม่มีโค้ช ซ้อมเอง เล่นเอง จบมาแบบพังๆ แต่สนุกมาก ติดใจมาก มันทำให้มี Motivation อยากเก่งกว่าเดิม อยากเร็วกว่าเดิม อยากวิ่งให้ได้ หลังจากลงจากจักรยาน และเพราะไปงานนั้นเลยได้เจอรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัย (ยี่ปุ่น AB/AV) ก็ได้ชวนมาซ้อมกับโค้ช Vinnie Santana กับ Ironguides ซึ่งจำได้เลยว่า ซ้อมกับโค้ชวันแรกคือจะตาย จะตายในสนาม ขนาดโค้ช ลดระยะให้แล้ว เพิ่มเวลาให้แล้ว แต่ตอนนั้น คือจะตายจริงๆ มันเหนื่อยมาก แต่สนุกและมีเป้าหมาย เริ่มคุยกับโค้ชว่า อยากวิ่งได้ (ไม่ใช่วิ่งเร็วนะ) อยากลงจากจักรยานแล้ว วิ่งได้เหมือนคนอื่น ไม่ได้เดินๆ คลานๆ 555 ก็ซ้อมกับโค้ชมา โดยเปลี่ยนเป้าหมายไปเรื่อยๆ จนเริ่มได้รางวัล จนเพิ่มระยะ จนเป็น Ironman

 

เล่าเรื่องการแข่งไตรกีฬาให้ฟังหน่อย มันต่างหรือยากกว่าปั่นอย่างเดียวยังไงบ้าง?
อี้: ไตรกีฬาหลักๆ จะมีประมาณ 4 ระยะ

 

Sprint: Swim 750m, Bike 20Km, Run 5km

Standard: Swim 1500m, Bike 40Km, Run 10Km

Half-Ironman: Swim 1900m, Bike 90Km, Run 21.1Km

Ironman: Swim 3800m, Bike 180Km, Run 42.2 Km

 

โดยนักกีฬาที่แข่งจะต้องทำทั้งสามอย่าง ต่อเนื่องกัน คือ ว่าย ปั่น วิ่ง มันยากกว่า แข่งจักรยานรึป่าว ไม่แน่ใจ แต่ว่า มันมีความต่างกับงานแข่งจักรยานหลายข้อเหมือนกัน
อุปกรณ์: ถ้าเป็นงานไตรกีฬาที่ไม่ได้จัดโดย ITU (International Triathlon Union) นักกีฬาส่วนใหญ่จะใช้รถ Time Trial แล้ว Set รถให้เป็นแบบไตรกีฬาเฉพาะ เพื่อที่จะได้ลงจากจักรยานแล้ว เราจะวิ่งต่อได้สบายขึ้น

 

กติกา: ในการแข่งขันไตรกีฬาส่วนใหญ่จะเป็นแบบ Non-drafting คือเราจะไม่สามารถให้คนหน้าบังลมให้เราได้ เราต้องทิ้งระยะห่างกับคนหน้า 7-15 เมตร แล้วแต่งาน อันนี้จะต่างจากงานจักรยานพวก Road Race มาก เพราะนักจักรยานส่วนใหญ่ จะปั่นกันเป็นกลุ่มมากกว่า แล้วไปวัดกันที่หน้าเส้น แต่นักไตรกีฬา คือปั่นอยู่กับตัวเองไปคะ ใช้พลังตัวเองไปเรื่อยๆ

 

ทำไมถึงไป Ironman เตรียมตัวยังไงบ้าง?
อี้: คือตอนแรกตั้งแต่หาข้อมูลเรื่องไตรกีฬา มันมีระยะนี้เข้ามาให้รู้จัก ยิ่งดู VDO Highlight ของการแข่งขัน ยิ่งรู้สึก Inspired แต่ตอนนั้นก็คิดนะ ระยะบ้าอะไร(วะ) ทำไมคนเราต้องอะไรอย่างนั้น แต่ลึกๆก็มีเหมือนกันว่า วันหนึ่งอยากได้คำนี้ที่เส้นชัยมาก…Kannathakorn from Thailand, You are an Ironman! มันน่าจะขนลุกดีเหมือนกัน แต่พอมาเริ่มจริงๆ มันไม่ง่ายเลย ขนาดแค่ระยะ Sprint มันยังยากมาก แต่เมื่อซ้อมไปเรื่อยๆ มันก็พอเพิ่มระยะได้บ้าง ซึ่งความคิดที่อยากเป็น Ironman พร้อมกับเพื่อนๆ มันเข้ามาในหัว คือตอนนั้นคิดว่า มีเพื่อนซ้อมด้วยกันก็ดีนะ เลยไปแอบถามโค้ช ว่าถ้าไป Ironman จะไหวไม๊ เพราะตอนที่คิดจะไป Ironman ปั่นไกลสุดในชีวิตคือ 120 โล วิ่งไกลสุดได้แค่ Half Marathon มันต้องซ้อมอีกเยอะเลยนะ แต่พอโค้ชบอกไปได้ ซ้อมให้ถึง พักให้ถึง ไปได้แน่นอน เลยตัดสินใจเลย โดยระยะเวลาเริ่มซ้อมจนถึงวันแข่ง รวมแล้วคือ 26 สัปดาห์ โดยตามตารางซ้อมมันจะเพิ่มระยะขึ้นเรื่อยๆ จนถึงช่วง พีค ประมาณ 4-6 สัปดาห์ก่อนแข่ง ซึ่งช่วงพีคจะมีเวลาซ้อมอยู่ที่ 24-26 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แล้วหลังจาากนั้นจะ Taper ลง เพื่อเตรียมร่างกายให้สดใหม่ก่อนการแข่งขัน ตัวอย่างตารางซ้อมช่วงพีคจะเป็นประมาณนี้

 

จันทร์ ว่ายน้ำ 4500m
อังคาร วิ่ง 2ชม Endurance
พุธ ปั่น Interval 2 ชม + วิ่ง 30 นาที
พฤหัส ว่ายน้ำ 5000m
ศุกร์ วิ่ง 3.30 ชม
เสาร์ ปั่น 160km
อาทิตย์ ปั่น 120km + วิ่ง 90 นาที

 

แต่มันไม่ได้จบแค่นั้น คือนอกจากต้องซ้อมทุกวันแล้ว มันต้องมีเรื่องกินเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะซ้อมเยอะมาก กลายเป็นว่าช่วงแรกๆ กินไม่พอ ร่างกายขาดสารอาหาร มันเหนื่อย มันเพลีย มันไม่มีแรง หน้ามืด ซึ่งตอนหลังโค้ชบอกว่ามันต้องกินให้ถึง อันนี้คือสิ่งที่ชอบที่สุดสำหรับการซ้อม Ironman คือ การกินได้เยอะมาก ถูกใจเด็กอ้วนสุดๆ กินวันละ 4-5 มื้อ มีของกินทุกที่ เพราะมันหิวตลอดเวลา บางวันปั่นเสร็จ กินไก่ย่างเป็นตัวเลย 5555 (โดยที่น้ำหนักลดเรื่อยๆด้วย) แต่ว่าการกินจะกินทุกอย่างไม่ได้ ไม่งั้นเราอิ่มแต่สารอาหารไม่พอ มันก็ต้องเลือกกินนิดนึง โปรตีนต้องเยอะ ไขมันดีต้องเยอะ คาร์บต้องดี มันมีความซับซ้อนอยู่เหมือนกัน

 

เล่าประสบการณ์วันแข่ง Ironman ให้หน่อย?
อี้: วันแข่ง Ironman เตรียมตัวเยอะมาก มันจะมีความลนหน่อยๆ เพราะของเราเยอะ วันก่อนแข่ง พยายามไม่คุยกับใคร เพราะรู้ว่า คุยเยอะ เดี๋ยวจะยิ่งนอย คืนก่อนแข่ง หลังจากโหลดคาร์บเสร็จตามที่โค้ชสั่ง ก็รีบนอน กลัวนอนไม่หลับ เพราะอ่าน Race Review ของหลายๆคนแล้วนอนไม่หลับกัน ปรากฎหลับสนิท ตื่นตามเวลาที่ปลุกไว้ ตื่นมาปุ๊ป ก็จะลนอีก กลัวไปหมด คิดตลอดเวลา ว่ายังไงดี ในหัวมันมี What if เยอะมาก สุดท้ายคิดได้ว่า เสียเงินมาถึงนี่ ยังไงก็ต้องจบหละวะ เอาเว่ย เด๋วพรุ่งนี้จะสบายแล้ว

 

ว่าย 3.8KM : Ironman Cairns เป็นการว่ายที่ยากที่สุดตั้งแต่เคยว่ายน้ำมา น้ำมันขุ่น คลื่นมันแรง มันมองอะไรไม่เห็น นัดกับเพื่อนไว้ว่า จะว่ายไปด้วยกัน ปรากฎว่าลงน้ำไป ก็หากันไม่เจอ ว่ายคนเดียวมันช่างเคว้งคว้าง มันไม่คุ้นเลย เวลาแข่งในประเทศไทย อี้จะถือว่าว่ายน้ำค่อนข้างเร็ว และ ขึ้นมาเป็นคนแรกๆของรายการ พอไปที่ออสเตรเลีย โอ้โห คนที่นี่เป็นญาติ Ian Thrope กันหมดเหรอ ว่ายกันเร็วมาก มีแต่คนว่ายแซงไป ใจก็เริ่มฝ่อ พยายามเล็งทางให้ตรง จะได้ไม่เสียเวลา แล้วว่ายไปเรื่อยๆ เจอ แมงกะพรุนเพื่อนรักฟาดเข้าที่หน้าไป 1 ที ถือว่าเราโชคดีละ เจอสิ่งคุ้นเคย เลยว่ายต่อไปเรื่อยๆจนจบ

 

ขึ้นมาจากน้ำ ปฐมพยาบาลตัวเองจากแมงกะพรุน (อันนี้โดนบ่อยจนชิน) พยายามตั้งสติ คิดถึงทางจักรยาน แล้วเข็นจักรยานออกไปเพื่อปั่นยาวว

 

ปั่น 180KM: ทางสวยมากกกกกกกกกกก เป็นเส้นทางแบบ Rolling ขึ้นๆลงๆ เลียบทะเล คือสวยจริงๆ สวยลืมเหนื่อย สวยลืมหนาว ไม่ชันมากเหมือนที่กลัวไว้ พยายามปั่นคุมหัวใจไปเรื่อยๆ ไม่อยากให้มันสูงเกิน เดี๋ยวจะตายตอนจบ พอได้กลับตัวที่ Port Douglas ซึ่งคืออีกเมืองนึงมันฮึกเหิมมาก เค้ามีคนมาเชียร์เต็มสองข้างทาง มีถ่ายทอดสด มีประกาศชื่อ ปั่นกลับมาอีกทีข้ามเมืองจาก Port Douglas ไป Palm Cove กลับมาที่ Cairns (เราปั่นข้ามเมืองไปมากันทำไม 555+) ขากลับเข้าเมืองประมาณ 30-40 โลสุดท้ายเป็นช่วงที่โค้ชบอกมาล่วงหน้าแล้วว่า อันเนี้ยแหละ ท้อสุด ให้เก็บแรงไว้ เพราะเราจะปั่นสู้ลมแรงไปเรื่อยๆ ตอนที่เราหมดแรง โอ้โห คือของจริง จริงๆ สกายเลน ก้อสกายเลนเถอะ แต่กองเชียร์น่ารักมากจริงๆ ออกมาตั้งเตนท์เชียร์นักกีฬากันสนุกสนาน ทำให้เราสนุกไปด้วย ปั่นไป ก็หลอกตัวเองไป อีกนิดเดียวจะได้ลงจากจักรยานแล้ว เราทำมาเยอะแล้ว จนปั่นจบ


วิ่ง 42.2KM: จริงๆ อันนี้เป็นส่วนที่อี้กลัวที่สุด เพราะมันคือการวิ่งมาราธอนครั้งแรกในชีวิต เกิดมาไม่เคยวิ่งมาราธอน อยู่ดีๆก็จะมาวิ่งหลัง ว่าย และ ปั่นมากว่า 8 ชั่วโมงแล้ว มันต้องไร้สติขนาดไหน ถึงจะทำอะไรแบบนี้ แต่ความดีของสนามนี้คือ มันแบ่งเป็น 3 Loop, Loop ละ 14KM ทำให้เราวิ่งวนไปมา ทั่วเมือง พร้อมคนทั้งเมืองที่ออกมาเชียร์ และได้เจอเพื่อนๆ เป้าหมายที่อี้ตั้งกับโค้ชมาตั้งแต่ก่อนลง Ironman คือ จะไม่เดิน จะเดินแค่เฉพาะตอนซุ้มน้ำ และจะวิ่งให้ได้ตลอดทาง มันกลับไปเป็นเป้าหมายแรกของ เด็กอ้วน ที่วิ่งไม่เป็น วิ่งได้แค่ 10m แล้วหายใจไม่ทัน แต่จะวิ่ง มาราธอนโดยไม่เดิน โชคดีที่ได้อากาศดีๆของ Cairns และเสียงกองเชียร์ เข้ามาช่วย ทำให้ไม่ได้เดินจริงๆ อย่างที่ตั้งใจไว้ ระหว่างวิ่ง วนไป มา ตอนนี้ เริ่มหิว ในหัวก็คิด เดี๋ยวแข่งเสดจะกินอะไรดีน้า คิดมันตั้งแต่ออกวิ่งไปได้ ประมาณ 3 Km โถถถถ อ้วนเอ๊ยย แกต้องวิ่งอีกอย่างน้อย 5 ชั่วโมง วิ่งรอบแรก แสงยังสว่างอยู่ ชมวิวไปเรื่อย รอบสอง เริ่มมืด เริ่มหนาว แต่กองเชียร์ยังน่ารักมากอยู่ ยังเชียร์กันเรื่อยๆ ก่อนจะจบรอบสอง เจอโค้ข Vinnie และเพื่อนๆคนไทย ที่สามแยกปากหมา คือดีใจมาก รอบที่สาม ฝนตก อากาศหนาวลงไปอีก แต่ดูหัวใจตัวเองแล้ว ยังไปได้เรื่อยๆ ขาก็ยังไม่หมดแรง ยิ่งพอคิดว่าเป็นรอบสุดท้ายแล้ว ยิ่งมีกำลังใจ ที่เราซ้อมมาตลอด 6-7 เดือนที่ผ่านมา กำลังจะจบแล้ว ยิ่งมีแรง เจอเพื่อนๆ เจอโค้ช รอบสุดท้าย 500 เมตรก่อนเข้าเส้นชัย คือที่สุดแล้ว กำลังใจมาเต็ม จนสุดท้ายวิ่งเข้าเส้นชัย Kannathakorn from Thailand, You are an Ironman!

 

ได้อะไรจากการจบ Ironman?
อี้: Ironman ไม่ได้ยากในวันแข่งนะ วันแข่งมันสนุกมาก แต่มันคือประสบการณ์การซ้อมระหว่างทาง เพื่อให้ไปจบ Ironman ที่มันสุดๆเลย สิ่งที่ได้เรียนรู้คือ การวางแผนชีวิต และการจัดระเบียบชีวิต เพราะเวลาในการซ้อมมันเยอะมาก และอย่างที่บอก มันต้องซ้อมถึง กินถึง นอนถึง มันต้องแพลนชีวิตทุกอย่าง เพื่อให้เหลือเวลาซ้อม และ พักผ่อนอย่างเพียงพอ

 

อยากชวนใครไปปั่นจักรยานมากที่สุด รูทปั่นไหน?
อี้: ถ้าตอบอย่างสวยๆ คืออยากลากน้องชาย ออกมาปั่น สกายเลน ให้ได้สัก 1 รอบ เพราะตอนนี้ น้องชาย ยังเป็นเด็กอ้วน ที่ไม่ออกกำลังกายเลย กลัวร้อน กลัวเหนื่อย กลัวดำ อยากให้รู้ว่า ความสุขของคนปั่นจักรยานอยู่ที่ไหน จะได้เริ่มออกกำลังกายสักที

 

แต่ถ้าตอบตามที่ใจอยากตอบ คืออยากชวน น้องเจนนิส BNK48 ให้ปั่นไปด้วยกันตลอดไป

คิดว่าอะไรเป็นตัวผลักดันให้คนออกมาปั่นจักรยานบ่อยๆ?
อี้: เพื่อน แกงค์จักรยาน เพราะส่วนใหญ่จะเริ่มก็มาจากที่ว่า เพื่อนลากออกมาปั่น พอสักพัก ก็มีแกงค์ ติดเพื่อน มาปั่นกับเพื่อน

มีอะไรจะฝากถึงเพื่อนๆนักปั่นไหม?
อี้: ปั่นให้ปลอดภัยนะคะ

INFORMATION

คุณอี้ กัณฑ์ณฐกรณ์ รัตนวีณาวาที

Facebook: Kannathakorn Rattanawenawatee